บทที่ 5 มีสุขฟาร์มสเตย์

ตอนที่ 5 มีสุขฟาร์มสเตย์

เหตุผลในการขอลาพักร้อนของผมในครั้งนี้คือการหลบลี้หลีกหนีความวุ่นวายในชีวิตเมืองกรุง มุ่งหน้ามาหาความสุข ความสงบแถบชนบทอันห่างไกล หากแต่เช้าแรกวันนี้ ผมต้องสะดุ้งผวาดีดตัวลุกขึ้นมาเพราะเสียงไก่แหกปากโก่งคอแข่งกันขัน

เอ้ก อี้ เอ้ก เอ้ก

ผมตลบผ้าห่มบางขึ้นมาคลุมหัว พยายามล้มตัวลงนอนต่อ หากแต่ไม่สำเร็จเพราะยังมีเสียงเป็ด เสียงห่าน เสียงนกอีกสารพัดดังจุ๊บ ๆ จิ๊บ ๆ สลับเสียงร้องก๊าบ ๆ ดังระงม เหมือนพวกมันต้องการอยากปลุกผมให้ลุกจากที่นอนให้ได้

“ไง ภรัญหลับสบายมั้ย” เสียงเพื่อนเก่าลอยไกลมาจากสวนผัก ทันทีเมื่อผมโผล่หน้าพ้นออกมาจากบานประตู

“อืม” ผมครางตอบในลำคอ เปลือกตาขยับเพื่อรับแสงสีส้มทอง อันสะท้อนมาจากปลายยอดต้นข้าวอ่อน ลมเย็นหอมสดชื่นพัดเบา ๆ เหมือนอยากปัดเป่าความง่วงงุนให้ออกไปจากตัวผม

ผมเดินโซซัดโซเซออกมายืนมองเพื่อนที่กำลังก้ม ๆ เงย ๆ พลางใช้มือแหวกไปตามแปลงผักสวนครัว โดยมือข้างหนึ่งถือกระจาดสานกลางเก่ากลางใหม่ ที่ภายในเห็นมีถั่วฝักยาว แตงกวา มะเขือ กับผักอีกสามสี่ชนิด รวมไปถึงไข่ไก่ฟองใหญ่อีกสี่ห้าฟอง

“หิวหรือยังภรัญ” เจ้าของฟาร์มสเตย์ตะโกนถาม หากแต่สายตายังไม่ละจากนั่งร้านไม้ไผ่ ที่มีถั่วพลูห้อยระย้าลงมาให้เห็นหลายฟัก

“ปกติแล้ว ตอนเช้าผมไม่ค่อยกินข้าวเท่าไหร่ครับ ขอแค่กาแฟดำสักแก้วก็พอ”

“ได้ครับ”

เจ้าของฟาร์มสเตย์เดินกลับขึ้นมาบนบ้าน นำกระจาดผักไปวางเก็บในส่วนที่เป็นเหมือนห้องครัว พร้อมยกอุปกรณ์การดริฟกาแฟสดมาให้ผมชุดหนึ่ง ระหว่างนั่งรอให้กาแฟหยดลงมาใส่แก้ว ผมขยับมานั่งใช้แผ่นหลังพิงเสาบ้านแล้วนั่งมองไอหมอกจาง ๆ ซึ่งลอยละเลียดเฉียดยอดข้าวอยู่ไกล ๆ เสียงไก่ เสียงเป็ดเมื่อเช้าตรู่นั้นอยู่ ๆ มันก็ค่อย ๆ จางหายไป เปลี่ยนจากความน่าเบื่อหน่าย เป็นเพลิดเพลิน กระทั่งรถกระบะเก่าคันเดิม แล่นมาจอดอยู่ใต้ต้นคูน พร้อมเจ้าของเสื้อยืดคอย้วยกางเกงขาสั้น กระโดดลงมาจากรถเดินยิ้มเผล่มาทางผม

“ว่าไงแดน มาแต่เช้าเลย” ภูมิทัศน์ตะโกนทักทายเด็กหนุ่มมาจากด้านใน

“แม่ให้เอาห่อหมกมาให้คนเมือง”

ปิ่นโตเถาหนึ่งถูกยกมาวางลงบนพื้นบ้านใกล้กับจุดที่ผมนั่ง เจ้าเด็กกางเกงเป้าแตกเมื่อวาน ยกขาก้าวข้ามขึ้นบันไดมาทีละสามขั้นจนได้ยืนเสียงเนื้อผ้าขาดอีกรอบ

แควกกกก ตะเข็บกลางเป้ากางเกงตัวเล็กปริฉีก จนเนื้อผ้าแยกออกจากกันเกิดเป็นช่องว่างรูใหญ่ เผยให้เห็นสิ่งลี้ลับที่แฝงอยู่ภายใน

“โว๊ะ เกงขาดอีกแล้ว!” หน้าก้มลงไปมองรอยขาดของกางเกง

“ก็เดินให้มันเหมือนผู้เหมือนคนบ้างสิ” ผมยกมือขึ้นมากุมขมับ แต่สายตายังไม่ยอมขยับ ละไปจากรอยขาดตรงเป้ากางเกงขาสั้น ส่วนหนึ่งเพราะอยากลุ้นว่า วันนี้ไอ้เจ้าเด็กแดนดินมันใส่กางเกงในหรือยัง แล้วก็อย่างเคยคือ มองลอดรูกางเกงกว้างขนาดเท่ากำปั้นรอดได้นั่น ผมยังคงเห็นพวงไข่ของไอ้เด็กบ้านนอกห้อยต่องแต่งอยู่เหมือนเดิม

"ผมก็เดินธรรมดานี่นา"

“หมอยรอดลงมายาวจนจะถึงหัวเข่าแล้ว เมื่อไหร่นายจะใส่กางเกงในสักที” ผมหันไปคว้าเอาผ้าขี้ริ้วสำหรับเช็ดเท้า โยนไปปิดเป้ากางเกงโหว่

“ก็มันอึดอัดนี่ ทำไมต้องมาบีบบังคับจำกัดอิสรภาพกระจู๋ผมด้วย ผมอยากให้มันแกว่งโทงเทง โทงเทง ได้รับลมเย็น ๆ อากาศบริสุทธิ์แบบนี้ แล้วมันผิดตรงไหน” ตาโตเหลือกทะเล้นพร้อมตีหน้ามึน จนผมอยากหยิบเอายางรัดแกงมาดีดเสียให้ไข่บวม

“นายจะไปแกว่งไข่ สาวหมอยถักเปียที่ไหนก็ไปเลย แต่ไม่ต้องเอามาอวดฉันเข้าใจมั้ย ฉันอุตส่าห์หนีความสับสนวุ่นวายมาจากกรุงเทพ เพื่อต้องการมาดูสิ่งเจริญหูเจริญตา ไม่ใช่มานั่งมองไข่ กับหมอยรุงรังของนายทุกวี่วัน”

“เพ้อเจ้อ ใครเขาจะว่างมายืนแกว่งไข่ให้คุณดูทุกวัน ถ้าแม่ไม่ใช้ให้เอากับข้าวมาให้พี่ภูมิ จ้างผมก็ไม่มาหรอก อีกอย่างหมอยผมออกจะน่ารักจุ๋มจิ๋ม รุงรังตรงไหน” เสียงสะบัดขึ้นจมูกพร้อมมือหยิบเปิดแยกเถาปิ่นโตเคลือบออกมาวาง เผยให้เห็นอาหารหลายอย่างข้างในนั้น

"น่ารักไปคนเดียวเถอะ..." หันส่ายหน้าแล้วเบนสายตาไปหามองสิ่งอื่น

“แม่ทำห่อหมกเหรอวันนี้”

“ใช่ แม่ทำเมื่อวานแล้วก็มีปลาตะเพียนไข่ปิ้งไฟด้วย”

ผมนั่งฟังเมนูอาหารพื้นบ้านนั้นแล้วมองลงไปในปิ่นโต เห็นปลาตัวใหญ่มีไข่สีส้มล้นจนพุงปลิ้นย่างไฟหอม ๆ นอนอยู่บนใบตอง ส่วนอีกชั้นเป็นหมกหน่อไม้เส้น ๆ ใส่หมูสามชั้นดูแปลกตาแต่น่ากินไม่น้อย ไม่เพียงเท่านั้นเจ้าหนุ่มแดนดินเหวี่ยงกระติบข้าวเหนียวสานขนาดเล็กจากข้างเอว นำมาวางไว้ให้ผมข้างสำรับ

“ฝากขอบคุณแม่ด้วยนะ ก่อนกลับแดนเก็บผักในสวนไปฝากแม่ด้วยสิ” ภูมิทัศน์นำผักสดซึ่งเพิ่งเก็บมาล้างน้ำใส่จานนำมาวางเพิ่มลงไปในสำรับ

“โอยยยยย พี่ภูมิผักที่บ้านนั่นยังเยอะไม่พอเหรอ แดนกินจนตัวเขียวหมดแล้วเนี่ย ตอนนี้ต้องแบ่งเอาไปเลี้ยงไก่ ตอนนี้ไก่ในเล้ามันจะเป็นไก่วีแกนแล้วนะ กินแต่ผักปลอดสารพิษทั้งนั้นเลย” เจ้าหนุ่มแดนดินชูแขนขึ้นมาอวดสีผิวขาวราวกับไข่ปอก ผิดกับเด็กบ้านนอกตามชนบททั่วไป

“ไก่วีแกน...เฮอะ” ผมส่ายหัวไปมา ให้กับความพูดจาเรื่อยเปื่อยของเจ้าเด็กคนนี้

“อย่างที่ผมบอกไปครับคุณภรัญ ที่นี่น่ะเราอยู่กันแบบชาวบ้าน เรื่องจะหาความสุข สะดวกสบายเหมือนรีสอร์ตหรือว่าโฮมสเตย์อื่น ๆ ผมไม่ได้เตรียมไว้ เพราะตั้งใจอยากให้คนที่มาพัก ได้กลับมาใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย อาหารพวกนี้แม้จะดูธรรมดา แต่ว่าอร่อยมากนะครับ ที่สำคัญทั้งผัก ทั้งปลา แม้แต่ข้าวเหนียวในกระติบ รับรองว่าปลอดสารพิษแน่นอน” เจ้าของฟาร์มสเตย์เดินมานั่งลงร่วมวงมื้อเช้าแสนธรรมดากับผม

“เรื่องอาหาร หรือว่าที่พัก ผมไม่ได้ติดความหรูหราอะไรหรอกครับ อีกอย่างนาน ๆ ได้ออกมาใช้ชีวิตแบบนี้บ้าง มันก็แปลกตาดีเหมือนกัน”

อันที่จริงข้อจำกัดนี้ภูมิทัศน์ได้บอกผมเอาไว้ล่วงหน้า ตั้งแต่ตอนที่ส่งข้อความมาชวนให้ผมมาพักที่นี่แล้ว และผมเองก็เคยไปเที่ยวท่องล่องทั้งใต้ ขึ้นทั้งดอยมามาก พบความสุขสบายมาจนชินชา พอได้รู้ว่ายังมีฟาร์มสเตย์แนววิถีไทยชนบทแบบนี้อยู่ จึงตอบตกลงในทันที

“ได้ฟังแบบนี้ค่อยสบายใจหน่อย”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป